วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สิทธิของผู้ป่วย


สิทธิของผู้ป่วย

     สิทธิ มนุษยชนมีหลักสำคัญที่ยอมรับในระดับสากลนั้น คือ บุคคลมีสิทธิที่จะตัดสินใจในกิจการ ต่าง ๆ ส่วนตัวด้วยตนเอง ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ป่วย ถือว่าเป็นบุคคลที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการได้รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสมควรประกอบการ ตัดสินใจของตนเอง ฉะนั้นผู้ป่วยจึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องได้รับการพิทักษ์สิทธิ ในหลายๆ ประเทศได้ นำสิทธิของผู้ป่วยมาบัญญัติเป็นกฎหมาย สำหรับประเทศไทยมิได้ระบุไว้เป็นกฎหมายโดยตรง แต่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 ว่า บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ และมาตรา 31 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและในประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้มีการกำหนดสิทธิผู้ป่วยซึ่งประกอบด้วยสิทธิในการ ตัดสินใจที่จะรับหรือเลือกบริการทางการแพทย์ สิทธิที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน สิทธิที่ จะได้รับการบอกกล่าวหรือสิทธิที่จะรู้ สิทธิส่วนตัวและสิทธิในครอบครัว สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย และสิทธิที่จะได้รับการปกปิดเรื่องราวไว้เป็นความลับ     สำหรับประเทศไทย นั้นผู้ประกอบวิชาชีพ สภาวิชาชีพ และหน่วยงานที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา และคณะกรรมการ ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ได้ร่วมกันประกาศสิทธิของผู้ป่วย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 ไว้ดังนี้
     1. ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
     2. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัต
ิ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย
     3. ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอ และเข้าใจชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น
     4. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดย ทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่
     5. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน
     6. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น
ที่มิได้เป็นผู้ให้บริการ แก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานบริการได้
     7. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
โดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
     8. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม หรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
     9. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน
ที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น
   10. บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้

สิทธิของผู้ป่วยทั้ง 10 ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบ วิชาชีพจะต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์ว่าในบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพในแต่ ละสาขานั้น โดยอิสระในวิชาชีพของตนเองและส่วนที่เกี่ยวข้องมีบทบาทอะไรบ้างในการปฏิบัติ งานในวิชาชีพของตนเองที่พึงปฏิบัติ พึงละเว้น และสนองตอบสิทธิของผู้ป่วยในประเด็นต่างๆ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลนั้นมีประเด็นสำคัญในบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพ พยาบาลที่จะสนองตอบต่อสิทธิผู้ป่วย ซึ่งกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดไว้ในแนวทางการดำเนินงานเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย : สำหรับพยาบาล พอสรุปได้ ดังนี้คือ
     1. การสนองตอบต่อสิทธิพื้นฐานที่จะรับบริการด้านสุขภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องใช้ความรู้ในวิชาชีพและวิจารณญาณในการตัดสินใจ ดูแลผู้ใช้บริการเป็นรายๆ ตามความเหมาะสมและรู้สิทธิพึงมีพึงได้ของผู้ใช้บริการทุกลักษณะเพื่อให้การ ดูแลที่ถูกต้องเหมาะสม
     2. สิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัตินั้น ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการทุกรายเท่าเทียมกัน อย่างสุภาพอ่อนโยน เอื้ออาทร เคารพในความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และละเว้นจากการปฏิบัติที่มีอคติ
     3. สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอในด้านบริการด้านสุขภาพ เพื่อ ประกอบการตัดสินใจการรับบริการของผู้ป่วยประเด็นนี้เป็นบทบาทสำคัญของพยาบาล ที่จะต้องเผชิญตลอดเวลาของการปฏิบัติงานพยาบาล จึงต้องให้ความสำคัญของบทบาทในการที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบ กฎเกณฑ์ของหน่วยงาน ข้อมูล ที่เป็นข้อปฏิบัติในการให้บริการสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย พยากรณ์โรค การบำบัดรักษาและ การเสี่ยงต่ออันตรายโดยต้องคำนึงถึงประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับการบอกความจริง รวมถึงข้อมูลที่จะให้บริการและปฏิบัติการต่อผู้ป่วยในทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อการรับทราบและเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้ป่วย
     4. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจะต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วย ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตทันที และต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วย
     5. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องแสดงข้อมูลบ่งชี้ ชื่อ สกุล ตำแหน่ง และคุณวุฒิ ของตนเองแก่ผู้รับบริการ รวมทั้งยอมรับและเข้าใจสิทธิของผู้ป่วยในการขอทราบความเห็นในการดูแลรักษา ปรับเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือสถานบริการ
     6. บทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลที่สำคัญประการหนึ่งในเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ ผู้ป่วย คือ การเก็บรายงานเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยไว้เป็นสัดส่วนเป็นระบบ ไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยและหรือการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย
     7. บทบาทของพยาบาลในการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อประกอบในการ ตัดสินใจร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัยด้านสุขภาพ ทั้งนี้ บทบาทของพยาบาลจะต้องกำหนดระเบียบปฏิบัติขั้นตอนการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน โปร่งใส เพื่อผู้ร่วมการทดลอง โดยเฉพาะ ผู้ถูกทดลองทราบทุกขั้นตอน
     8. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องมีบทบาทในการกำหนดระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อสิทธิของผู้ป่วยในการขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของตน
     9. ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลต้องมีบทบาทในการปกป้องการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยทั้งในด้านของการปฏิบัติการพยาบาล และการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม โดยการวิเคราะห์ตัดสินใจด้วยความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องของผู้ป่วย

จรรยาบรรณวิชาชีพ


 จรรยาบรรณวิชาชีพ


       การพยาบาลเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม นับได้ว่าเป็นบริการในระดับสถาบันของสังคม ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ มีความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติ มีจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นแนวทางในการประพฤติและปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยส่วนรวม
1.จรรยาบรรณวิชาชีพ
    จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับพยาบาลเป็นการประมวลหลักความประพฤติให้บุคคล ในวิชาชีพยึดถือปฏิบัติ สมาคมพยาบาลแห่งสหรัฐอเมริกา (The America Nurses Associations A.N.A.) ได้กำหนดสาระสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลไว้ดังนี้
     1) พยาบาลพึงให้บริการพยาบาลด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยไม่จำกัด ในเรื่อง สถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ คุณสมบัติเฉพาะกิจหรือสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้ป่วย
     2) พยาบาลพึงเคารพสิทธิส่วนตัวของผู้ป่วยโดยรักษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยไว้เป็นความลับ
     3) พยาบาลพึงให้การปกป้องคุ้มครองแก่ผู้ป่วย สังคม ในกรณีที่มีการให้บริการสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ถูกกระทำการที่อาจเกิด จากความไม่รู้ ขาดศีลธรรม จริยธรรม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด
     4) พยาบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจและให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยแต่ละราย
     5) พยาบาลพึงดำรงไว้ซึ่งสมรรถนะในการปฏิบัติการพยาบาล
     6) พยาบาลพึงตัดสินใจด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน ใช้ข้อมูลสมรรถนะและคุณสมบัติอื่นๆ เป็นหลักในการขอคำปรึกษาหารือ ยอมรับในหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึง การมอบหมายกิจกรรมการปฏิบัติการพยาบาลให้ผู้อื่นปฏิบัติ
     7) พยาบาลพึงมีส่วนร่วมและสนับสนุนในกิจกรรมการพัฒนาความรู้เชิงวิชาชีพ
     8) พยาบาลพึงมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล
     9) พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดและดำรงไว้ซึ่งสถานะภาพของการทำงานที่จะนำไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพสูง
   10) พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการปกป้อง คุ้มครอง สังคม จากการเสนอข้อมูลที่ผิด และดำรงไว้ซึ่งความสามัคคีในวิชาชีพ
   11) พยาบาลพึงร่วมมือและเป็นเครือข่ายกับสมาชิกด้านสุขภาพอนามัยและบุคคล อื่นๆในสังคมเพื่อส่งเสริมชุมชนและสนองตอบความต้องการด้านสุขภาพอนามัยของ สังคมสำหรับสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพของสมาคม พ.ศ. 2528 มุ่งเน้นให้พยาบาลได้ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยกำหนดเป็นความรับผิดชอบต่อประชาชน ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่อผู้ร่วมวิชาชีพและต่อตนเองดังนี้

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อประชาชน
1. ประกอบวิชาชีพด้วยความมีสติ ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
2. ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเสมอภาคตามสิทธิมนุษยชน โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ ศาสนา และสถานภาพของบุคคล
3. ละเว้นการปฏิบัติที่มีอคติ และการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
4. พึงเก็บรักษาเรื่องส่วนตัวของผู้รับบริการไว้เป็นความลับ เว้นแต่ด้วยความยินยอมของผู้นั้นหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
5. พึงปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการวินิจฉัยและ การแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยอย่างเหมาะสมแก่สภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชน
6. พึงป้องกันภยันตรายอันจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อสังคมและประเทศชาติ
1. พึงประกอบกิจแห่งวิชาชีพให้สอดคล้องกับนโยบายอันยังประโยชน์แก่สาธารณชน
2. พึงรับผิดชอบร่วมกับประชาชนในการริเริ่ม สนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดสันติสุข และยกระดับคุณภาพชีวิต
3. พึงอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ
4. พึงประกอบวิชาชีพโดยมุ่งส่งเสริมความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันกษัตริย์

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อวิชาชีพ
1. พึงตระหนักและถือปฏิบัติในหน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการแห่งวิชาชีพการพยาบาล
2. พัฒนาความรู้และวิธีปฏิบัติให้ได้มาตรฐานแห่งวิชาชีพ
3. พึงศรัทธาสนับสนุนและให้ความร่วมมือในกิจกรรมแห่งวิชาชีพ
4. พึงสร้างและธำรงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรม ในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล
5. พึงเผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าแห่งวิชาชีพให้เป็นที่ปรากฏแก่สังคม

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อผู้ร่วมวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น
1. ให้เกียรติ เคารพในสิทธิและหน้าที่ของผู้ร่วมวิชาชีพและผู้อื่น
2. เห็นคุณค่าและยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถในศาสตร์สาขาต่างๆ
3. พึงรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดี กับผู้ร่วมงานทั้งภายในและภายนอกวิชาชีพ
4. ยอมรับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และชักนำให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร
5. พึงอำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือแก่ผู้ร่วมงานในการปฏิบัติภารกิจอันชอบธรรม
6. ละเว้นการส่งเสริมหรือปกป้องผู้ประพฤติผิด เพื่อผลประโยชน์แห่งตนหรือผู้กระทำการนั้นๆ

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อตนเอง
1. ประพฤติตนและประกอบกิจแห่งวิชาชีพ โดยถูกต้องตามกฎหมาย
2. ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
3. ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในด้านการประกอบกิจแห่งวิชาชีพและส่วนตัว
4. ใฝ่รู้พัฒนาแนวคิดให้กว้าง และยอมรับการเปลี่ยนแปลง
5. ประกอบกิจแห่งวิชาชีพด้วยความเต็มใจ และเต็มกำลังความสามารถ
6. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีสติ รอบรู้ เชื่อมั่นและมีวิจารณญาณอันรอบคอบ

2. ข้อมูลจากการวิจัยที่เกี่ยวกับคุณภาพบริการพยาบาลและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามความคาดหวังของผู้ใช้บริการ     จาก การพัฒนารูปแบบของกรอบแนวคิดของคุณภาพบริการและระเบียบวิธีการวัดการรับรู้ คุณภาพบริการของผู้รับบริการของ Parasura man , Zeithaml และ Berry (1985 อ้างในพัชรี ทองแผ่.2500) พบว่า ในการรับบริการผู้รับบริการใช้เกณฑ์ 5 ประการ ในการกำหนดคุณภาพบริการ คือ
     1) ความเป็นรูปพรรณของบริการ (Tangibles)
     2) ความไว้วางใจได้ (Reliability)
     3) การตอบสนองต่อผู้รับบริการทันที (Responsiveness)
     4) ความน่าเชื่อถือ (Assurance)
     5) การเข้าใจและรู้จักผู้รับบริการ (Emphathy) และจากการศึกษาวิจัยในประเทศ ไทยเกี่ยวกับการรับรู้และควาดคาดหวังของผู้ใช้บริการพยาบาลผู้ป่วยหรือผู้ ใช้บริการที่เข้ามารับบริการพยาบาลส่วนมากไม่มีความเชิงวิชาชีพดังนั้นเมื่อ เข้ามารับบริการจึงมุ่งหวังเพียงความถูกต้องและความถูกใจของบริการที่จะได้ รับซึ่งคุณภาพของงานบริการที่ผู้ป่วย/ผู้ใช้บริการคาดหวังจะได้จากบริการ พยาบาล คือ
           (1) การได้รับบริการที่ดี ผู้ใช้บริการมีความรู้
           (2) การได้รับบริการที่ถูกต้อง เหมาะสม และรวดเร็ว
           (3) การบริการที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน
           (4) การได้รับการดูแลที่เอื้ออาทร เอาใจใส่ มีอัธยาศัย
           (5) ความเชื่อมั่นและไว้วางใจได้รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ
           (6) การสื่อสารที่เข้าใจ 

นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีความคาดหวังแตกต่างกันประกอบด้วย
                1. ความคาดหวังที่เกิดจากการบอกเล่าปากต่อปาก
                2. ความคาดหวังที่เกิดจากความต้องการส่วนตัวของผู้รับบริการ ซึ่งเป็นความต้องการของแต่ละบุคคลและมีความแตกต่างกันตามภูมิหลังของบุคคล นั้น เช่น เพศ อายุ รายได้ อาชีพ ระดับการศึกษา
                3. ความคาดหวังที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต
                4. ความคาดหวังที่เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้ให้บริการ 

จากการศึกษาวิเคราะห์ของทีมแกนนำทั้ง 4 ภาคพบว่าภาพลักษณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ ประกอบด้วย
                1. บุคลิกภาพดี
                2. กริยาท่าทาง สุภาพ อ่อนโยน กระตือรือร้น
                3. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
                4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก
                5. มีความรู้
                6. เสียสละ
                7. มีคุณภาพ และจริยธรรมประจำใจ
                8. กล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
                9. รักษาสิทธิผู้ใช้บริการ

พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.๒๕๒๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๐

พระ ราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.๒๕๒๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๐


พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จเมืองบอสตัน อันเป็นสถานที่ทรงพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเม้าท์ ออเบิร์น


พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จเมืองบอสตัน อันเป็นสถานที่ทรงพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเม้าท์ ออเบิร์น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทานพระหัตถ์แด่นางพยาบาลที่ถวายการประสูติพระองค์ที่
โรงพยาบาลเม้าท์ ออเบิร์น



On July 7, H.M. the King arrived in Boston to visit his birthplace at Mount Auburn Hospital. He is seen here with Dr. W.S. Whittemore, attending physician at the royal birth on 5 December 1927, and four nurses who attended him in his infancy. The nurses are Mrs. Leslie Leighton, Mrs. Genevieve Weldon, Mrs. Margaret Fay, and Miss Ruth Harrington. Each was presented with a gold compact embossed with the Royal Crest.

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด



การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด


การพยาบาลผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด เริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ามานอนรับการรักษาในหอผู้ป่วยจนกระทั่งผู้ป่วยตัดสินใจรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดและถูกนำไปยังห้องผ่าตัด พยาบาลเป็นบุคคลที่สำคัญในทีมสุขภาพที่จะช่วยแพทย์ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยช่วยประเมินสภาพผู้ป่วยตั้งแต่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยใช้ความรู้ความสามารถ และทักษะในการสัมภาษณ์และการสังเกตผู้ป่วยอย่างละเอียดในด้านประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลอง การตรวจทางรังสีและการตรวจพิเศษ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยในการประเมินปัญหา ความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ตลอดจนสามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมทางด้านการเตรียมและการดูแลผู้ป่วยโดยทั่วไปก่อนการผ่าตัด การให้การพยาบาลที่พบ รวมทั้งการดูแลผู้ป่วยในเช้าของวันผ่าตัด จนกระทั่งช่วยส่งผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด

การพยาบาลผู้ป่วยก่อนรับการผ่าตัด
การเตรียมและดูแลผู้ป่วยโดยทั่วไปก่อนรับการผ่าตัด
1.       ซักถามหรือสอบถามข้อมูลต่างๆ ตลอดจนการสังเกตอาการต่างๆ ของผู้ป่วยให้ถูกต้องและชัดเจน และควรซักถามจาญาติผู้ป่วยเพิ่มเติม
2.       แนะนำหรือปฐมนิเทศให้ผู้ป่วยรู้จักสถานที่ สิ่งแวดล้อมต่างๆในหอผู้ป่วย
3.       ประเมินค่าสัญญาณชีพ(vital signs) ชั่งน้ำหนัก
4.       เก็บ Specimens ส่งตรวจทางห้องทดลองตามแผนการรักษา
5.       ให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อยินยอมรับการรักษาโดยการผ่าตัดตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้ในแต่ละโรงพยาบาล พร้อมทั้งมีพยานเซ็นชื่อกำกับไว้ด้วย
5.1   ผู้ป่วยซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถเซ็นยินยอมได้ หากไม่บรรลุนิติภาวะแต่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีสติสัมปะชัญญะดี สามารถเซ็นใบยินยอมผ่าตัดได้ด้วยตนเองได้
5.2   ผู้ป่วยที่มีสุขภาพจิตที่ไม่สมบูรณ์ต้องให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมายเป็นผู้เซ็นใบยินยอม
5.3   ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถตามผู้ปกครองมาเซ็นใบยินยอมผ่าตัดและศัลยแพทย์ต้องรีบผ่าตัดเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิต ต้องให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเป็นผู้เซ็นใบยินยอม
5.4   ในกรณีผู้ป่วยหรือผู้ปกครองไม่สามารถเขียนหนังสือได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือข้างขวาของผู้นั้น และให้เขียนกำกับตรงลายพิมพ์ว่า ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือขวาของผู้ป่วยหรือผู้ปกครองของผู้ป่วยนั้นและให้พยานลงชื่อกำกับ
6.       แนะนำให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ในรายที่มีประวัติสูบบุหรี่ สำหรับผู้ป่วยที่รอเข้ารับการผ่าตัดชนิดรอได้
7.    รายงานแพทย์ทราบเมื่อประเมินสภาพผู้ป่วยแล้วพบว่า ผู้ป่วยมีประวัติดื่มสุราเรื้อรัง ติดยาเสพติด
8.       อธิบายถึงการการเตรียมตัวผู้ป่วยให้ถูกต้อง
8.1   การเตรียมผิวหนังก่อนการผ่าตัด
8.2   การเตรียมลำไส้ก่อนการผ่าตัด
8.1   การให้ยากล่อมประสาท
8.2   การงดน้ำและอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
8.3   การให้ยาก่อนระงับความรู้สึกก่อนการผ่าตัด
9.       สอนและแนะนำการออกกำลังกายบนเตียง
9.1   การหายใจเข้าเต็มที่ช้าๆ และการหายใจออกยาวๆ
9.2   การออกกำลังขาทั้งสองข้างขณะพักอยู่บนเตียง
9.3   การพลิกตัวตะแคงซ้ายหรือขวา
10.       การแนะนำให้ผู้ป่วยเกี่ยวกับการลุกเดินโดยเร็ว (Early ambulation)
11. ดูแลการได้รับสารอาหาร น้ำและอิเล็คโตรไลท์  บางรายที่มีภาวะโลหิตจางแพทย์มักให้เลือดทดแทน สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานอาหารได้ก่อนการผ่าตัด พยาบาลดูแลให้ได้รับอาหารแคลอรี่สูง โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่สูง
5. บันทึกจำนวนน้ำที่ได้รับและที่ขับถ่ายออกแต่ละวันให้ถูกต้อง เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย
6.  ชั่งน้ำหนักทุกวันตามแผนการรักษาของแพทย์
7.ดูแลสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ ไม่มีเสียงรบกวนมาก ที่นอนควรเรียบตึงสะอาดสิ่งแวดล้อมและของร่างกาย
8.สังเกตอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เกี่ยวกับภาวะการขาดน้ำภาวะขาดโซเดียมและโปตัสเซียม หากพบความผิดปกติควรรีบรายงานแพทย์เพื่อให้การรักษา
9. สังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และติดตามผลการตรวจทางห้องทดลอง การตรวจทางรังสี และการตรวจพิเศษอื่นๆ หากพบอาการผิดปกติรายงานแพทย์ทราบ
10.   ดูแลความสะอาดของผิวหนังและช่องปากเสมอ

การเตรียมและการดูแลผู้ป่วยในเช้าวันผ่าตัด
1. การตรวจเยี่ยมผู้ป่วยที่เตรียมการผ่าตัด ซักถามการพักผ่อนนอนหลับ การงดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืน ผลการสวนอุจจาระ(ถ้ามี) และสังเกตอาการทั่วไป ตลอดจนกิจกรรมการรักษาพยาบาลพิเศษที่ให้กับผู้ป่วย เช่น การคาสายยางสำหรับการสวนปัสสาวะ การให้อาหารและน้ำทางหลอดเลือดดำ ฯลฯ
2.ตรวจดูความเรียบร้อยของผิวหนังบริเวณที่จะทำผ่าตัดว่าได้รับการทาผิวหนังด้วย Aseptic solutionในตอนเช้ามืดแล้ว
3.       เก็บของมีค่า กิ๊บติดผม ฟันปลอม contact lens ฯลฯ จากตัวผู้ป่วยฝากไว้กับหัวหน้าตึกหรือพยาบาลประจำการ
4.       บันทึกสัญญาณชีพ เพื่อประเมินสภาพการเปลี่ยนแปลงของตัวผู้ป่วย บันทึกไว้ในรายงานทางการพยาบาลสำหรับเปรียบเทียบในขณะที่ทำการผ่าตัด และบันทึกอาการและการรักษาพยาบาลที่ผู้ป่วยได้รับในรายงานทางการพยาบาลด้วย
5.       ตรวจดูความเรียบร้อยของรายงานผู้ป่วย ตลอดจนผลการตรวจต่างๆ ตามแผนการรักษา
6.       ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาก่อนระงับความรู้สึก(pre-medication)
7.       แนะนำให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะก่อนย้ายไปห้องผ่าตัด เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะว่างในรายที่ไม่ได้สวนปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะไว้ให้ตวงปัสสาวะและเททิ้งพร้อมกับบันทึกในรายงานการพยาบาล
8. ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นเปลเข็นของห้องผ่าตัดเมื่อพนักงานเปลมารับผู้ป่วย และเตรียมของใช้ต่างๆให้ครบ พร้อมลงบันทึกลงในสมุดสิ่งส่งมอบทุกครั้ง
9.เตรียมเตียงของผู้ป่วยให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับผู้ป่วยกลับจากห้องผ่าตัด โดยทำเตียงแบบ Anesthetic bed และควรมีการปูผ้ายางขวางเตียงตรงกับบริเวณแผลผ่าตัดผู้ป่วยด้วย รวมทั้งเตรียมผ่าห่ม เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วยหลังทำการผ่าตัด ซึ่งจะมักรู้สึกหนาว นอกจากนี้ควรเตรียมของให้ที่จำเป็น เช่น เสา สาแหรกแขวนสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำ เครื่องดูดเสมหะพร้อมกับขวดน้ำยา เครื่องดูดชนิดต่างๆ ตามความจำเป็นที่จะต้องใช้กับผู้ป่วย

การพยาบาลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด

การพยาบาลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเริ่มต้นจากระยะเวลาที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาถึงตึกผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง จนกระทั่งผู้ป่วยกลับบ้านและกลับมาตรวจตามนัดที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินผลการรักษา หากพยาบาลสามารถให้การพยาบาลได้เหมาะสมถูกต้องและครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ตลอดจนช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพและกลับไปอยู่ในสังคมได้ดี

การพยาบาลหลังผ่าตัด แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
1.การพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดทันทีหรือในระยะที่ฟื้นจากการได้รับยาระงับความรู้สึก (Immediate postoperative stage)
2.การพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดในระยะต่อมา (Extended postoperative stage or later postoperative stage)

การประเมินทางการพยาบาล

การประเมินสภาพผู้ป่วยมีความสำคัญมากที่จะทำให้ปลอดภัย สุขสบาย และช่วยไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยที่พยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการประเมินสภาพผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเช่นเดียวกับในระยะก่อนการผ่าตัด ดังนี้

ก.       ความรู้สึกของผู้ป่วยต่อสภาวะความเจ็บป่วยหลังการผ่าตัด

ข.       การประเมินทางด้านร่างกาย
1.   การตรวจร่างกาย พยาบาลควรมีการประเมินผู้ป่วยโดยเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้
1.1   ทรวงอกและปอด
-         สังเกตลักษณะการหายใจ ฟังเสียงของการหายใจ
-         ตรวจนับอัตราการหายใจ
-         คลำหลอดคอดู tracheal shift หลังผ่าตัด
1.2   หัวใจและหลอดเลือด
-         วัดสัญญาณชีพ
-         ตรวจดูภาวะซีด
-         วัด CVP. (ถ้ามี)
-         EKG
1.1   อุณหภูมิ
    ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดในระยะแรก โดยปกติอุณหภูมิของร่างกายปกติ อาจพบได้ว่ามีอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าปกติได้ใน     2 – 3 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัดและ บางรายอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย หลังจากนั้นภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิสูงว่าปกติได้ถึง 38 C  หากมีไข้หลังวันที่ 3 ควรพิจารณาถึงการติดเชื้อ
1.2   บริเวณแผลผ่าตัด
-         ตรวจดูแผลผ่าตัดทุก 15 นาทีแรกหลังการผ่าตัด เพื่อสังเกตการมีเลือดออก หรือ discharge ซึมจากแผลผ่าตัด ให้บันทึกจำนวน ลักษณะด้วย
-         ตรวจดูสีผิว ผื่น จ้ำเลือด รอยถลอก หรือรอยไหม้ตรงบริเวณผิวหนังที่สาง plate หรือ ผูกรัดขณะทำการผ่าตัด
-         สังเกตลักษณะสี จำนวนของสารเหลวที่ออกจากท่อระบายต่างๆ
-       สังเกตความผิดปกติของแผลผ่าตัด เช่น ลักษณะบวม แดง ร้อน ปวด เนื่องจากมีการติดเชื้อ แผลผ่าตัดแยก ฯลฯ

2.  การตรวจทางห้องทดลอง
1.1   CBC.
1.2   BUN & electrolyte
1.3   G/M ในรายที่ซีดจากการสูญเสียเลือดจากการผ่าตัด
1.4   ABG ในผู้ป่วยที่ใส่ Endotracheal tube นานมากกว่า 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่ผ่าตัดช่องทรวงอก ฯลฯ
1.5   Albumin , PT. & PTT.
1.6   Hemocullture , Urine culture ฯลฯ
1.7   Urine specific gravity
3.  การตรวจทางรังสีและการตรวจพิเศษตามดุลยพินิจของแพทย์

ภาวะจิต สังคม


ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลหลังผ่าตัด

ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลในระยะหลังผ่าตัดทันทีที่พบบ่อยมีดังนี้
1.   การแลกเปลี่ยนกาซลดลงหรือเสี่ยงต่อภาวะที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากทางเดินหายใจถูกปิดกั้น
2.   มีภาวะที่สารเหลวในร่างกายหรือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อก
3.   ความสามารถในการสื่อสารโดยใช้ภาษาพูดลดลงเนื่องจากผลจากการใช้ยาระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย การได้รับยากล่อมประสาท และจากการใส่ท่อทางเดินหายใจ
4.   เสี่ยงต่อการเกิดการแตกทำลายของผิวหนังเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรืออยู่ในท่านอนไม่ดี หรือจากการผูกตรึงแขนขา
5.   วิตกกังวลต่อสภาพความเจ็บป่วยและสิ่งแวดล้อมในห้องพักฟื้นหรือหออภิบาลผู้ป่วยหนัก
6.   มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ : การถ่ายปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากผลมาจากการใช้ยาระงับ
ความรู้สึก หรือการเจ็บปวดแผลผ่าตัดมาก

ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลหลังผ่าตัดในระยะต่อมาที่พบบ่อย

1.   การแลกเปลี่ยนแกสลดลงเนื่องจากไม่สามารถหายใจเข้าเต็มที่ช้าๆ และหายใจออกยาวๆ
2.   แบบแผนการหายใจไม่มีประสิทธิภาพ : การระบายอากาศหายใจลดลง เนื่องจากความเจ็บปวดแผลผ่าตัด
3.   ขาดความสามารถในการทำทางเดินหายใจให้โล่งเนื่องจากการไอไม่มีประสิทธิภาพ
4.   ไม่ได้รับความสุขสบายเนื่องจากเจ็บปวดแผลผ่าตัด
5.   เสี่ยงต่อการเกิดภาวะถุงลมปอดแฟบหรือภาวะปอดบวมเฉพาะที่ เนื่องจากมีเสมหะคั่งค้างและนอนอยู่กับที่นานๆ
6.  เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขา เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อย
7.       เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนท่า
8.  ร่างกายได้รับสารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากการงดอาหารและน้ำทางปากหลายวันและได้รับสารอาหารทดแทนไม่เพียงพอ
9.       มีภาวะขาดสารเหลวและอิเล็คโตรไลท์
10.   พักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากเจ็บปวดแผลผ่าตัด
11.   มีการเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของระบบย่อยอาหาร : ท้องอืด ปวดท้องจากแก๊ส ท้องผูกเนื่องจากได้รับยาระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย หรือมีการออกกำลังกายน้อย
12.   มีการแตกทำลายของผิวหนัง เนื่องจากการทำผ่าตัดและแผลผ่าตัดมีสารเหลวซึมมาก
13.   วิตกกังวลต่อสภาพความเจ็บป่วยของตนเอง
14.   เสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อของแผลผ่าตัด หรือระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากผิวหนังถูกทำลายจากการผ่าตัด หรือระบบการระบายไม่เป็นระบบปิด
15.   ขาดความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะกลับไปอยู่ที่บ้านเนื่องจากไม่ได้รับการสอนและแนะนำ

การพยาบาลหลังผ่าตัด

1.       จัดท่านอน
2.       การประเมินระดับความรู้สึกตัวในระยะแรกหลังการผ่าตัด
3.       หาวิธีการสื่อสารอื่นๆกับผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาพูดได้
4.  สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงและการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ภายหลังการผ่าตัดที่สำคัญ ได้แก่
4.1   ภาวะอุดตันของทางเดินหายใจ
4.2   ภาวะตกเลือดและช็อก
4.3   ภาวะถุงลมปิดแฟบและปอดบวมเฉพาะที่
4.4 ภาวะเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขาและความดันโลหิตต่ำ
4.5   ภาวะสะอึก ท้องอืด และลำไส้เป็นอัมพาต การปวดท้องจากแก๊ส
4.6 แผลผ่าตัดแยกจากกันบางชั้นและแผลผ่าตัดแยกจากกันทุกชั้น และมีอวัยวะภายในช่องท้องโผล่ออกมา เช่น ลำไส้
4.7 การคั่งของน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
4.8   แผลผ่าตัดมีการอักเสบติดเชื้อ
5.       การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะ 48 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด
6.       การดูแลเกี่ยวกับการให้อาหารน้ำและอิเล็คโตรไลท์ให้อยู่ในภาวะสมดุล
7.       ดูแลให้มีการระบายของสารเหลวออกทางท่อระบายต่างๆ
8. ารดูแลด้านจิตใจ การสอนและแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะที่อยู่โรงพยาบาลและขณะอยู่ที่บ้าน


วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

เก็งข้อสอบสภาการพยาบาล วิชาผดุงครรภ์

เก็งข้อสอบสภาการพยาบาลวิชาผดุงครรภ์
ข้อสอบสภาการพยาบาลวิชาผดุงครรภ์
..........................................................................................


1.มารดาที่เชิงกรานแคบ คือมีขนาดเท่าไร

-True conjugate ...............ซม.( หรือเรียกอีกอย่างว่า A-P diameter เป็นช่องทางเข้า )

- Intertuberous diameter น้อยกว่า ..................... ซม.

- Interspinous น้อยกว่า .........................ซม.

แนวการตอบ เปิดตำราตอบเลยค่ะ ท่องไว้เลยนะคะ

2. สถานการณ์มารดาครรภ์หลัง ปากมดลูกเปิด 4 – 9 ซม. เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ปากมดลูกเปิดเท่าเดิม ส่วนนำยังอยู่ที่เดิม เรียกว่าอะไร

ก. Protracd descent เฉลยข้อนี้เพราะว่า ปากมดลูกเปิด 4-9 ซม. ส่วนนำไม่เคลื่อนลงมา 1 ซม./ชั่วโมง ในครรภ์แรก และ 2 ซม./ซม. ในครรภ์หลัง

ข. arrest of descent ( กรณีนี้เมื่อปากมดลูกเปิด 10 ซม. แต่ส่วนนำยังไม่เคลื่อนลงมา)

ค. faiue of descent

ง. Deep tranesver arrest of head

หมายเหตุ นักศึกษาควรค้นคว้าเพิ่มเติมแต่ละคำจำกัดความค่ะ

3. รับใหม่มารดาครั้งแรก ปากมดลูกเปิด 4 ซม. เมื่อเวลา.........A……….น. ปากมดลูกเปิด 9 ซม. เวลา .........B……….น. .ปากมดลูกเปิด 10 ซม. เวลา .........C……….น. ). ระยะเวลา Phase of maximum slope คือ

ก. เวลา A - B น.

ข. เวลา B - C น.

ค. เวลา A - C น.

เฉลย ก คำอธิบาย -Latent phase 0-3 cm

-Active phase 3-10 cm แบ่งย่อยเป็น 3 ระยะ Phase of maximum slope เป็นระยะที่ 2 ปากมดลูก 4-9 ซม.



4. ทารกท่า ROA ในระยะ restitution จะหมุนศีรษะอย่างไรให้สัมพันธ์กับไหล่

ก. หมุนตามเข็มนาฬิกา 90 องศา

ข. หมุนตามเข็มนาฬิกา 45 องศา

ค. หมุนทวนเข็มนาฬิกา 90 องศา

ง. หมุนทวนเข็มนาฬิกา 45 องศา
แนวการตอบ

การหมุนภายใน Internal rotation ท่า LOA หมุนทวนเข็มนาฬิกา 45 องศา ท่า ROAหมุนตามเข็มนาฬิกา 45 องศา

หมุนภายนอก restitution ท่า LOA หมุนตามเข็มนาฬิกา 45 องศา ท่า ROAหมุนทวนเข็มนาฬิกา 45 องศา

หมุนภายนอก External rotation ท่า LOA หมุนตามเข็มนาฬิกา 45 องศา ท่า ROAหมุนทวนเข็มนาฬิกา 45 องศา

หลักการจำหมุนภายในตรงข้ามกับหมุนภายนอก



5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ข้อใดวินิจฉัยเป็นเบาหวานครั้งแรกจากการตั้งครรภ์ GDM

- FBS

- OGTT



6. ให้ Apgar Score แล้วถามว่าเป็นการขาดออกซิเจนระดับใด

แนวการตอบ 0-2 Severe / 3-4 Moderate / 5 -6-7 mild 8 ขึ้นไปปกติ



7. ตรวจ Ruberra Titer ครั้งที่ 1 1: 8 ครั้งที่ 2 1: 32

หมายถึง มารดาติดเชื้อหัดเยอรมัน



8. สตรีตั้งครรภ์ตรวจ HbsAg + HbeAg + เราจะแนะนำมารดาอย่างไร

- เด็กมีโอกาสติดเชื้อสูง (HbsAg บ่งบอกถึงการเป็นพาหะ HbeAgบ่งบอกถึงการโรคมีโอกาสแพร่เชื้อสูง )



9. การตรวจพ่อและแม่เป็นพาหะทาลัสชีเมีย จะตรวจอะไรลูกในครรภ์

ก. Amniocentesis

ข. Cordcentesis

ค. Chorionic villi sampling

ง. Alfra feloprotein

ไม่มีเฉลยจ้ะ



10. ข้อใดไม่จำเป็น เกี่ยวกับการตรวจทางพันธุกรรม

ก. Amniocentesis

ข. Cordcentesis

ค. Chorionic villi sampling

ง. Alfra feloprotein

ไม่มีเฉลยจ้ะ



10. ผลการตรวจ NST reactive จะต้องตรวจอะไรต่อหรือไม่
ไม่มีเฉลย


12.วัตถุประสงค์ของการพยาบาลครอบครัวคือ



13.หญิงตั้งครรภ์ได้รับยา Bricanyl ต้องดูแลอย่างไร



14.ทบทวนการตัดฝีเย็บ


15. ถ้าทารกตายในครรภ์ต้องให้การพยาบาลอย่างไร



16. Think meconium Staind ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอะไร



17. หลังคลอดทารกมีอาการบาดเจ็บที่แขน ( ตอบ Brachial plex palsy )



18. การพยาบาลข้อใดเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าของการคลอด

- กระตุ้นให้ปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง



19. ปากมดลูกเปิด 7-8 ซม. การพยาบาลข้อใดเป็นการส่งเสริมความการเปิดของปากมดลุก

ก. กระตุ้นให้ลุกไปปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง ( ข้อนี้ไม่ใช่ให้ปัสสาวะบนเตียbedpan )

ข. ลูบหน้าท้อง

ค. นอนตะแคงซ้าย

อาจารย์เฉลยข้อ ค นะ เพราะ นอนตะแคงซ้ายเป็นการลดการกดทับของ Inferior Venagava นักศึกษาคิดยังไงกันบ้าง



20. ยาชนิดใดเป็นยาอันตรายต่อการตั้งครรภ์



21.การช่วยเหลือการคลอดเมื่อศีรษะส่วน Parictal ผ่านออกมา

- ประคองศีรษะให้เงยขึ้น


22. มารดาคลอดโดยใช้คีม Forcep Extraction ข้อใดไม่ใช่

- ให้มารดาเบ่งขณะมดลูกหดรัดตัว ( กรณีนี้จะใช้ใน Vac )


23. มารดาข้อใดควรได้รับการใช้เครื่องสูญญากาศ

( หลักการปากมดลูกต้องเปิดหมด ส่วนนำเป็นหัว กระเพาะปัสสาวะว่าง ถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว แต่ละตัวเลือกจะไม่อธิบานตรงๆอย่างนี้ จะให้สถานการณ์มา )


24. ควรทบทวนเรื่องการพยาบาลสำหรับการตั้งครรภ์แฝดและ น้ำคร่ำมากกว่าปกติ



25. สตรีตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (ไม่ได้ฟันธงอย่างนี้แต่ให้สถานการณ์มาให้เราวิเคราะห์เอง) ต้องให้การพยาบาลอย่างไร

- Absolute bed rest


26. .สถานการณ์อายุครรภ์น้อยกว่า 37 wk ไม่เจ็บครรภ์ ถุงน้ำคร่ำแตก (น่าจะเป็น PROM)

- หลีกเลี่ยงการตรวจภายใน ( หากเป็น PROM และ pacentra pevia ห้าม PV )


ควรทบทวนเกี่ยวกับให้การพยาบาลอย่างไรเมื่อ case


-เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

- ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด

- รกเกาะต่ำ